ปัจจุบันการค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI มักจบลงโดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ แบรนด์ต่างๆ จึงต้องมีกลยุทธ์ใหม่เพื่อกำหนดทิศทางการปรากฏตัวในคำตอบของ AI ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงผลเป็นลิงก์เว็บไซต์เท่านั้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการใช้ AI Search โดยผลสำรวจระบุว่ามีผู้ใช้งานถึง 78% ใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำให้ประสบการณ์นี้กลายเป็นด่านแรกที่มีอิทธิพลต่อการค้นพบแบรนด์และการตัดสินใจซื้อก่อนการเข้าชมเว็บไซต์จริง
เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงนี้ แอสเซมบลีจึงประกาศเปิดตัว Stagwell Search+ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าใจและเข้าถึงกลไกการนำเสนอข้อมูลบนแพลตฟอร์ม AI การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมกลยุทธ์จากการมองการค้นหาเป็นช่องทางแยกส่วน มาเป็นการบริหารจัดการผ่านระบบนิเวศสื่อที่ครอบคลุมทั้ง Paid, Owned, Earned และ Shared ซึ่งคำตอบที่สร้างโดย AI ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินประสิทธิภาพของแบรนด์ ความท้าทายนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่งในเอเชียแปซิฟิกเนื่องจากความหลากหลายของโมเดลภาษาและบริบททางวัฒนธรรม ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลของแบรนด์ขาดความสม่ำเสมอหรือคลาดเคลื่อนในแต่ละโมเดล ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ที่วัดผลได้ยาก
Stagwell Search+ พัฒนาโดยแอสเซมบลีร่วมกับเอ็มเบอโรส (emberos) ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแบบเอเจนติกสำหรับการค้นหาด้วย AI ตัวแรกของอุตสาหกรรม แพลตฟอร์มนี้จะตรวจสอบการปรากฏตัวของแบรนด์ผ่านโมเดลและภาษาต่างๆ พร้อมบริหารจัดการและวัดผลลัพธ์จากคอนเทนต์และสื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มการมองเห็น โดยใช้ AI Agent สนับสนุนการตัดสินใจของมนุษย์แทนระบบอัตโนมัติ เพื่อรักษาคุณภาพและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือของแบรนด์ให้แม่นยำที่สุด ปัจจุบันระบบเชื่อมต่อกับโมเดลระดับโลกทั้ง OpenAI, Gemini, Perplexity, Grok และ Anthropic โดยมีแผนขยายสู่ DeepSeek ภายในสิ้นปีนี้
คุณ อี้ เอิน ไช รองประธานฝ่ายประสบการณ์และการขับเคลื่อนการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ทุกวันนี้ AI เริ่มทำหน้าที่ตัดสินใจแทนแบรนด์โดยที่นักการตลาดอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่อันดับหรือจำนวนคลิกอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับการครองส่วนแบ่งการมองเห็นใน AI หรือ Share of Prompt ซึ่ง Stagwell Search+ จะช่วยให้แบรนด์ควบคุมทิศทางที่จำเป็นในโลกการค้นหายุคใหม่ได้
แอสเซมบลี เป็นเอเจนซีในเครือสแต็กเวลล์ (Stagwell) โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 3,000 คน ใน 44 แห่งทั่วโลก มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสร้างการเติบโตให้แบรนด์ผ่านองค์ประกอบหลักอย่าง STAGE Experience Engine และกลยุทธ์ Brand Performance Planning ขณะที่สแต็กเวลล์เป็นเครือข่ายระดับโลกที่มุ่งพลิกโฉมการตลาดด้วยเทคโนโลยี AI ในกว่า 45 ประเทศ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้และทรงอิทธิพลต่อวัฒนธรรมยุคใหม่