นางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นมากกว่านิติกรรมสัญญา แต่คือการสร้าง “แพลตฟอร์มนวัตกรรมไทย-จีน-ฮ่องกง” เพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดพรมแดนทางการค้าและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารของทางจีน นำโดยนางสาวเจิ้ง เสี่ยวหลิง จากสมาคมส่งเสริมความร่วมมือนวัตกรรมซูโจว-ฮ่องกง และนายหลิน ไคเซิน จากทัส-โฮลดิงส์ ต่างพร้อมใจให้การสนับสนุน โดยชูจุดแข็งของมณฑลเจียงซูในด้านฐานการผลิตและบุคลากรเชี่ยวชาญ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าถึงโอกาสและทรัพยากรคุณภาพสูงในไทย พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านรูปแบบการค้าดั้งเดิมไปสู่การร่วมลงทุนและบ่มเพาะ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ในเวทีเสวนาแลกเปลี่ยน นายอู๋ จวิ้นเหยา รองประธานสมาคมส่งเสริมความร่วมมือนวัตกรรมเจียงซู-ฮ่องกง ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ไทยคือ “ซูเปอร์คอนเนกเตอร์” หรือจุดยุทธศาสตร์หลักที่จะพาธุรกิจจีนเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียน โดยเสนอแนวคิด “การร่วมสร้างอนาคต” ผ่านการบูรณาการห่วงโซ่อุตสาหกรรม และการพัฒนาศูนย์ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม เพื่อบ่มเพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านภาษาและเทคนิคเฉพาะทาง รองรับการขยายตัวของตลาดในระยะยาว
นอกจากความสำเร็จในงานที่ซูโจวแล้ว คณะผู้แทนจาก สสว. ยังได้ปิดภารกิจการเยือนมณฑลเจ้อเจียงและเจียงซูอย่างราบรื่น ซึ่งรวมถึงการลงนามความร่วมมือกับอาลีบาบา (Alibaba) และการหารือกับกลุ่มบริษัทนวัตกรรมชั้นนำ เพื่อเป้าหมายในการร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการหลอมรวมวิสัยทัศน์ของสองประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้ SME ไทยและจีนก้าวสู่ความสำเร็จในระดับสากลไปด้วยกัน