การจัดงานในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 90 ปีแห่งการค้นพบแหล่งโบราณคดีเหลียงจู่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอวี่หาง นครหางโจว ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่และอารยธรรมการทำนาข้าวเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน ก่อนที่ซากโบราณสถานเมืองเหลียงจู่ (Archaeological Ruins of Liangzhu City) จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2562 โดยเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความรุ่งเรืองของอารยธรรมจีนในอดีต
จากเวทีวิชาการสู่กลไกความร่วมมือระดับนานาชาติ
เหลียงจู่ ฟอรัม จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2566 โดยมีบทบาทในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการเสวนาด้านอารยธรรมระหว่างจีนกับประเทศพันธมิตรภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ตลอดการจัดงานสามครั้งที่ผ่านมา เวทีนี้มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 1,300 คนจาก 115 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก และช่วยส่งเสริมความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งการวิจัยทางโบราณคดีร่วมกัน การจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนโบราณวัตถุระหว่างประเทศ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคนิคด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ เหลียงจู่ ฟอรัม ยังได้รับการบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของเวทีดังกล่าวในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจระหว่างอารยธรรม
เปิดวงหารือ 5 เวที ครอบคลุมความท้าทายด้านมรดกวัฒนธรรม
การประชุมครั้งที่ 4 ประกอบด้วยพิธีเปิด การประชุมหลัก การประชุมย่อย 5 เวที และกิจกรรมสนับสนุนอีก 5 รายการ โดยครอบคลุมประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ ตั้งแต่การศึกษาทางโบราณคดีเกี่ยวกับอารยธรรมยุคแรก การเสนอชื่อแหล่งมรดกเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ การส่งคืนโบราณวัตถุที่สูญหาย ไปจนถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกอย่างยั่งยืน
การประชุมหลักประกอบด้วยการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ พิธีลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเผยแพร่ผลการศึกษาสำคัญจากโครงการวิจัยว่าด้วยต้นกำเนิดอารยธรรมลุ่มแม่น้ำแยงซี ขณะที่เวทีเสวนาย่อยเปิดโอกาสให้นักวิชาการร่วมสำรวจรากเหง้าของอารยธรรมโบราณ พร้อมหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายร่วมสมัยในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
เชื่อมโยงอารยธรรมผ่านศิลปะและกิจกรรมเยาวชน
การแลกเปลี่ยนภายในงานยังขยายไปสู่กิจกรรมที่ช่วยถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง โดยมีศิลปิน 25 คนจาก 14 ประเทศเดินทางมายังนครหางโจวเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสถานที่จริง พร้อมเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ได้แก่ ซากโบราณสถานเมืองเหลียงจู่ ทะเลสาบซีหู และคลองใหญ่ หรือ ต้าอวิ้นเหอ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและการหลอมรวมของอารยธรรมผ่านผลงานศิลปะ
ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาสำหรับเยาวชน โดยเปิดโอกาสให้เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศจีนและผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเรียนนักศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจระหว่างอารยธรรม ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเหลียงจู่ได้นำงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมมาผสานกับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมไปสู่ตลาด
สืบสานมรดกกว่า 5,000 ปี สู่การเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต
ปัจจุบัน แหล่งโบราณคดีเหลียงจู่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดให้ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน ผ่านการอนุรักษ์ การวิจัย กิจกรรมศิลปะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
เหลียงจู่ ฟอรัม จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงมรดกจากอดีตเข้ากับความท้าทายในปัจจุบัน โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกได้ทำความเข้าใจรากเหง้าของอารยธรรม พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางในการสืบสานภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้มีความหมายต่อสังคมในปัจจุบันและอนาคต