งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) เพื่อสร้างเวทีความร่วมมือแบบใต้-ใต้ (South-South) สำหรับเผยแพร่ผลงานความสำเร็จทางการเกษตรของจีน และนำเสนอแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 120 คน ประกอบด้วยคณะทูตจาก 17 สถานเอกอัครราชทูต และผู้แทนจาก 7 หน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติประจำประเทศจีน
อำเภอเต๋อฮั่ว ซึ่งเป็นพื้นที่แถบเทือกเขาของมณฑลฝูเจี้ยน นำเครื่องเคลือบขาวอันประณีตมาจัดแสดง อาทิ กระเช้าบุปผาบานสะพรั่ง และงานประติมากรรมหนานหยินแห่งเฉวียนโจว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีหนานหยินจากเมืองเฉวียนโจว เมืองท่าเก่าแก่ของมณฑลฝูเจี้ยน และเป็นศิลปะดนตรีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก
นอกจากนี้ เต๋อฮั่วยังนำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรขึ้นชื่อมาร่วมจัดแสดง ได้แก่ เห็ดแดงป่า น้ำมันชาจากพื้นที่สูง และมันเทศจีน ขณะที่นี ควาเย-คูมาห์ (Nii Quaye-Kumah) ผู้แทน IFAD ประจำประเทศจีน กล่าวว่า รู้สึก “ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง” กับความวิจิตรบรรจงของงานศิลปะเซรามิก
ด้านฮูลิโอ วอร์แมน (Julio Worman) นักวิเคราะห์จาก IFAD ประจำภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ได้สอบถามเกี่ยวกับเทคนิคการผลิตเครื่องเคลือบ พร้อมร่วมชมพิธีชงชา และกล่าวถึงความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก พร้อมระบุว่าเป็นประสบการณ์การลิ้มลองรสชาติที่ยอดเยี่ยม
เต๋อฮั่วเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมเซรามิกของจีน และเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องเคลือบขาวระดับประเทศ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมากกว่า 4,000 แห่ง และสร้างมูลค่าการผลิตสูงถึง 7.6 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 7.9 พันล้านปอนด์ และ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นอกจากนี้ ยังเป็นฐานการผลิตและส่งออกงานหัตถกรรมเซรามิก ชุดชงชา และกระถางต้นไม้รายใหญ่ที่สุดของจีน
ขณะที่อำเภอซงซีในเมืองหนานผิง ซึ่งเป็นตัวแทนระดับอำเภอเพียงแห่งเดียวภายในงาน ได้นำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลากหลายรายการมาจัดแสดง ทั้งขนมอ้อยสูตรโบราณนับร้อยปี หน่อไม้ขมหัวเฉียว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อจากตำบลหัวเฉียว ชาขาวจิ่วหลง หรือ “ชาขาวเก้ามังกร” รวมถึงชาเขียว ชาดำ และมัทฉะ

อามา แบรนด์ฟอร์ด-อาร์เธอร์ (Ama Brandford-Arthur) ผู้ประสานงานระดับโลกฝ่ายความร่วมมือใต้-ใต้และความร่วมมือไตรภาคีของ IFAD กล่าวว่า ซงซีประสบความสำเร็จในการนำทรัพยากรสายพันธุ์พืชหายาก วิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม และการสร้างแบรนด์สมัยใหม่มารวมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับผลผลิตจากชุมชนบนพื้นที่สูงสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็นแบบอย่างที่มีคุณค่าต่อการนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South)
อำเภอซงซีตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาอู่อี๋ ซึ่งเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก กับอุทยานแห่งชาติไป๋ซานจู่ โดยมีระบบการปลูกอ้อยแบบดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี 2270 ในสมัยราชวงศ์ชิง และต้นแม่พันธุ์อ้อยยังคงแตกหน่อมาจนถึงปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 300 ปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ชาท้องถิ่นของซงซียังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติ ขณะที่ระบบการเพาะปลูกอ้อยและไผ่ของซงซียังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตรที่สำคัญของจีน
อู๋ เว่ย (Wu Wei) เลขาธิการประจำอำเภอซงซี กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการเปิดรับความร่วมมือจากภายนอกและกระชับความสัมพันธ์ทางการเกษตรในระดับสากล โดยซงซีพร้อมใช้เวทีดังกล่าวเป็นสะพานเชื่อมเพื่อเปิดรับแนวคิด ดึงดูดทรัพยากร และขับเคลื่อนการยกระดับภาคอุตสาหกรรม
ตลอดการจัดงาน ผู้เข้าร่วมได้หารือในประเด็นการค้าการเกษตรข้ามพรมแดน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่า โดยบูธจัดแสดงของเต๋อฮั่วและซงซีมีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในงาน