การประชุมประกอบด้วยเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ การบรรยายพิเศษ และกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์แนวโน้มและกรณีศึกษาจริง ไปจนถึงการเจรจาธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการทั้งในจีนและต่างประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความสัมพันธ์สู่ความร่วมมือทางธุรกิจ
ปาสกาล ลามี (Pascal Lamy) อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวผ่านวิดีโอว่า ความไว้วางใจเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นของการค้าระหว่างประเทศ พร้อมยกย่องบทบาทของงานแคนตันแฟร์ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ในฐานะสะพานเชื่อมจีนกับตลาดโลก และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ประโยชน์จากเวทีนี้เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าที่สมดุลและความร่วมมือที่เกื้อกูลกัน
เจียง เสี่ยวเจวียน (Jiang Xiaojuan) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน (University of Chinese Academy of Social Sciences) และอดีตรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวถึงโมเดลธุรกิจยุค AI ที่เรียกว่า “Born Global” ซึ่งเป็นแนวทางที่ธุรกิจวางแผนเข้าสู่ตลาดโลกตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง แทนที่จะสร้างฐานในประเทศก่อนแล้วจึงขยายไปต่างประเทศ โดยมองว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ ประกอบกับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ระลอกใหม่
เจียงเน้นย้ำว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีมุมมองระดับสากล สร้างแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่น ร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และปฏิบัติตามข้อกำหนดระหว่างประเทศ ขณะที่ภาครัฐควรส่งเสริมความโปร่งใส ความสะดวก และความชัดเจนที่คาดการณ์ได้ในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรด้านนวัตกรรมข้ามพรมแดน โดยมีกลไกทางสถาบันรองรับ
ด้านวิลเลียม หวง (William Huang) หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท อีวาย (EY) ประจำภูมิภาคจีนตอนใต้ กล่าวว่า โลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนไปสู่รูปแบบธุรกิจที่หลากหลายและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยธุรกิจจีนไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการส่งออกสินค้า แต่ยังขยายไปสู่การส่งออกศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน พร้อมระบุว่างานแคนตันแฟร์เป็นเวทีที่ช่วยให้ธุรกิจจีนและต่างชาติได้พบปะและวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว
จู เล่ย (Zhu Lei) รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท กรี อิเล็คทริค แอพพลายแอนซ์ (Gree Electric Appliances) ถ่ายทอดประสบการณ์การเข้าร่วมงานแคนตันแฟร์ต่อเนื่อง 31 ปี ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของบริษัทจากการส่งออกสินค้าไปสู่การมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตในต่างประเทศ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการใช้ศักยภาพของบุคลากรในท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจระดับสากล เช่น โรงงานในบราซิลที่จ้างแรงงานท้องถิ่นถึง 98%
ขณะที่เจียง ฉง (Jiang Cong) รองประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของเสียวหมี่ กรุ๊ป (Xiaomi Group) และผู้จัดการทั่วไปฝ่าย AIoT Go-to-Market (GTM) กล่าวว่า ธุรกิจเทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศมากกว่าการนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะยังเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ระบบนิเวศอุตสาหกรรม และบริการอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงต้องมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด และลงทุนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
จากมุมมองของผู้ซื้อจากต่างประเทศ แคน ยิลดิริม (Can Yildirim) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท เซเวอริน (Severin) กล่าวว่า อนาคตของความร่วมมืออยู่ที่การร่วมสร้างคุณค่า โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของบริษัทในการทำตลาดจีนมานานกว่า 30 ปี รวมถึงการตั้งฐานธุรกิจในเมืองเซินเจิ้น พร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจจีนและต่างชาติสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันกับความร่วมมือ
ส่วนเหลียง ยู่เทียน (Liang Yutian) รองผู้อำนวยการสถาบันนานาชาติและภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น กล่าวถึงการบูรณาการการค้าและการลงทุน โดยมองว่านิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงทั้งสองด้าน ผู้เข้าร่วมการประชุมยังเห็นพ้องกันว่า แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและระบบพหุภาคีกำลังเผชิญแรงกดดัน แต่การเปิดเสรีและความร่วมมือยังคงเป็นแนวโน้มสำคัญของโลก
การประชุมการค้าระหว่างประเทศแม่น้ำเพิร์ลจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2564 และเป็นฟอรัมระดับสูงด้านการค้าระหว่างประเทศแห่งแรกที่จัดขึ้นภายในงานแคนตันแฟร์ สำหรับการประชุมปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นในวาระงานแคนตันแฟร์ครั้งที่ 140 จึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้แทนจากจีนและต่างประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมความเชื่อมั่นระหว่างภาคธุรกิจและค้นหาโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าในอนาคต