งานมหกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอารยธรรม” มีผู้แทนจากกว่า 50 ประเทศ รวมถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊าของจีน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน
ตุนหวงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางบนเส้นทางสายไหมโบราณที่เชื่อมโยงอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดเวทีแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ในการส่งเสริมความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ตลอดการจัดงานมีกิจกรรม 18 รายการ แบ่งเป็น 7 หมวดหมู่ ทั้งนิทรรศการ การแสดง และกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรม ขณะที่การประชุมตุนหวง ประจำปี 2569 (Dunhuang Forum 2026) ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กัน ยังเปิดวงหารือผ่านการประชุมย่อย 8 หัวข้อ ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับตุนหวง การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียกลางและเอเชียใต้
ผู้เข้าร่วมงานมองว่า มรดกทางวัฒนธรรมของตุนหวงมีคุณค่าในฐานะแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อนการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง โดยภูมิปัญญาโบราณและจิตวิญญาณแห่งเส้นทางสายไหมยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศต่าง ๆ เปิดรับการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สร้างความเข้าใจอันดี และร่วมกันธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังแสดงความหวังว่า มหกรรมวัฒนธรรมเส้นทางสายไหมจะยังคงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นับตั้งแต่จัดงานครั้งแรกในปี 2559 มหกรรมวัฒนธรรมนานาชาติเส้นทางสายไหม (ตุนหวง) มีผู้แทนจากกว่า 120 ประเทศเข้าร่วมแล้วเกือบ 10,000 คน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือระหว่างอารยธรรม แบ่งปันความก้าวหน้าในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และร่วมกันหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางวัฒนธรรม